ข้าพระบาท ทาสประชาชน : “จิตวิญญาณและพลังประชารัฐ”


Publisher : 13 April 2018




เหลือเวลาอีกเพียง 42 วัน ก็จะครบ 4 ปี ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ คสช. ที่เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 แต่ถ้านับเวลาของคณะรัฐมนตรีคณะที่  61 ของประเทศไทย ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ตามพระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2557 รัฐบาลคณะนี้จะครบ 4 ปี ในสิ้นเดือนสิงหาคม 2561

ตลอดระยะเวลา 4 ปี ของการควบคุมอำนาจการปกครอง และการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลนี้ เราคงได้ยินวาทะกรรมมากมายหลายประโยค จากรัฐบาลและผู้นำประเทศ อาทิเช่น "เราจะทำตามสัญญญา ขอเวลาอีกไม่นาน" หรือ "ขอคืนความสุขแก่ประชาชน" แถมด้วย "ปัดโธ่! ถามอยู่ได้จะเลือกตั้งเมื่อไหร่” เป็นต้น แต่ในทางนโยบายก็จะได้ยินเรื่องใหม่ ๆให้น่าสนใจอย่างยิ่ง แตกต่างจากรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา เช่น "ไทยแลนด์ยุค 4.0” หรือ "นโยบายประชารัฐ", “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ", “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออกหรือกฎหมายอีอีซี" เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นการคิดและประดิษฐ์คำเพื่อสื่อสารกับประชาชน หลีกเลี่ยงและไม่ให้ซ้ำกับรัฐบาลประชานิยมของระบอบทักษิณ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือแนวคิดแบบประชาธิปัตย์ อันสะท้อนถึงความพยามยามของรัฐบาลนี้ ที่ต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้ประชาชนเห็นถึงความแตกต่างและความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานแก้ไขปัญหาประเทศ ที่หมักหมมกันมาในหลายรัฐบาล
ทั้งหมดนี้ ผมสะดุดโดนใจและชอบคำว่า "ประชารัฐ" มากที่สุด ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่ของคำในทางภาษาเพื่อสื่อสาร หรือการเอามาใช้ในทางนโยบาย ก็ดูมีความหมายและทรงพลังในตัวเอง เพราะเมื่อได้ยินคำ ๆ นี้ สิ่งแรกที่สุดคือ คิดถึงเพลงชาติไทยครับ โดยเฉพาะท่อนร้องที่เริ่มต้น "ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อ ชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ผไทของไทยทุกส่วน....." ร้องเมื่อใดก็ขนลุก ทำให้นึกถึงบรรพบุรุษไทย ที่หลั่งเลือดลงดิน ปกป้องรักษาแผ่นนี้ไว้ให้ถึงลูกหลานไทย ได้อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล และทำให้คนไทยชักธงร้องเพลงชาติไทย ด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นประเทศเอกราช มาตราบเท่าถึงปัจจุบัน ซึ่งในประวัติศาสตร์ของความเป็นชาติไทย หากพระเจ้าแผ่นดิน รัฐ หรือผู้มีอำนาจ ปกครองแผ่นดินไม่ร่วมมือกับไพร่ฟ้าประชาชนเป็นหนึ่งเดียว ต่อสู้ปกป้องชาติและแผ่นดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ประเทศไทยก็คงต้องสิ้นชาติ ไม่เหลือเพลงชาติไทย ให้ลูกหลานได้ขับขานยืดอกร้องมาได้ อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในทุกวันนี้

ประวัติศาสตร์ชาติอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน แต่ที่ทำให้คิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนได้เด่นชัดที่สุด เห็นจะเป็นประวัติศาสตร์การปฎิวัติของจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อครั้งเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศ ชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ภายใต้การนำของประธาน เหมา เจ๋อ ตุง ในหนังสือสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง ได้สรุปบทเรียนการต่อสู้เป็นทฤษฎีการปฏิวัติที่เป็นอมตะไว้ในหนังสือดังกล่าว อย่างเด่นชัด และทรงพลานุภาพที่สุด เป็นปัจจัยสำคัญแห่งชัยชนะของการปฏิวัติในจีน เป็นแบบอย่างให้การต่อสู้ให้ประเทศอื่น ๆ ยึดถือเป็นแนวทาง นั่นก็คือ ความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีน กับกองทัพปลดแอกประชาชนจีนหรือกองทัพแดง กับมวลชนชาวนาจีนและพลังแนวร่วมกองหนุนต่างๆ ของการปฏิวัติ
ซึ่งเหมาเจ๋อตุงให้นิยามว่า "แก้วสามประการ" ได้แก่ พรรค+กองทัพ+ประชาชน ภายใต้แนวทางปฏิวัติกู้ชาติเพื่อประโยชน์ของมวลมหาประชาชนจีนทุกชนชั้น และทุกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ในจีน ทำให้เหมาเจ๋อตุง ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศจีนจนสำเร็จ เปลี่ยนแผ่นดินจีนจากประเทศยักษ์หลับ ที่ยากจน อ่อนแอและล้าหลัง ก้าวสู่ประเทศมหาอำนาจ มีความเจริญทางเศรษฐกิจเป็นอันดับสองของโลก และจะก้าวเป็นอันดับหนึ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นี่ก็เป็นบทเรียนสำคัญของพลังแห่งอำนาจรัฐกับประชาชน หรือจะเรียกว่า "พลังประชารัฐ" ก็ได้ แต่ถ้าใช้แก้วสามประการ มาเผาบ้านเผาเมือง ช่วยคนผิดปกป้องคนโกง ทำเพื่อประโยชน์ตนเองกับพวกพ้อง ก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองสำเร็จ นอกจากติดคุกหัวโตอย่างที่เห็น

ในบ้านเมืองของเรา ใกล้ถึงเวลาเตรียมการเลือกตั้งทั่วไปตามโรดแมปของรัฐบาล พรรคและนักการเมือง ต่างออกมาเคลื่อนไหวเตรียมการจัดตั้งพรรค จัดขบวนทัพของตนเตรียมพร้อมรับการเลือกตั้ง ถ้าหากทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดอย่างที่รัฐบาลและหัวหน้า คสช.ให้คำมั่นไว้กับประชาชนและพรรคการเมือง ปีหน้าเราท่านคงได้เห็นการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ ในจำนวนพรรคการเมืองที่เตรียมจัดตั้งขึ้นใหม่ นอกจากพรรคการเมืองเก่าที่คุ้นหน้า มีพรรคหนึ่งจดแจ้งการจัดตั้งขึ้นชื่อ "พรรคพลังประชารัฐ" ที่ข่าวทุกสำนักรายงานตรงกันว่า เป็นพรรคที่คณะรัฐมนตรีคนสำคัญในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ สนับสนุนการจัดตั้ง และหวังที่จะให้เป็นพรรคการเมืองหลักพรรคหนึ่ง ที่จะมาสนับสนุนการเข้าสู่ตำแหน่งของท่านนายกฯ ประยุทธ์
หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้น เพื่อรองรับการสืบต่ออำนาจการบริหารประเทศ ให้นโยบายรัฐบาลนี้ แผนยุทธศาสตร์ทั้งหลาย และการปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้าน เดินหน้าและมีความต่อเนื่องต่อไป ซึ่งจะจริงหรือไม่ผู้เขียนไม่ทราบ เพียงแต่รับฟังตามข่าวสารทั่วไป ประเด็นสำคัญของผู้เขียนสนใจว่า หากบ้านเมืองของเรา มีพรรคการเมืองหรือฝ่ายอำนาจรัฐที่เป็นตัวแทนของประชาชนโดยแท้จริง มีพลังแห่งอำนาจรัฐ สามัคคีร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประชาชนเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะจากรัฐบาลนี้ที่มีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ก็จะสามารถสร้างพลังอำนาจและการเปลี่ยนแปลงประเทศ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนทั้งชาติได้

แต่ถ้าพรรคการเมือง และฝ่ายอำนาจรัฐ คิดถึงแต่อำนาจและประโยชน์ตนกับพวกพ้อง และสรรหาคำไพเราะ เพียงแต่ให้เสนาะหู เอาชื่อประชารัฐ หรือพลังประชารัฐ มาใช้โดยไม่เข้าใจจิตวิญญาณและความหมายของคำดังกล่าว ที่สุดก็เสียของ ไร้ค่า ยากที่จะทำการใหญ่ของบ้านเมืองให้สำเร็จได้ขอให้เป็นประชารัฐของจริง ก็ยินดียกมือสนับสนุนครับ

..................................
คอลัมน์ | ข้าพระบาท ทาสประชาชน หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศราฐกิจ ฉบับ 3356 ระหว่างวันที่ 12-14 เม.ย.2561



HASTAG   ประชารัฐ    Thansettakij   



E-Book ฐานเศรษฐกิจ







ฐานเศรษฐกิจ


Copy Right Thansettakij