ทางออกนอกตำรา : ปลดล็อก "กฎหมายร่วมทุนฯ" กระดานหก "ตกที่ใคร"


Publisher : 14 April 2018






วันนี้ผมขออนุญาตพาผู้อ่านที่เคารพมาเพ่งพิจารณากฎหมายฉบับหนึ่งที่จะทำให้การ “ร่วมทุนในกิจการของรัฐ” สะดวกโยธินชนิดที่เราคิดไม่ถึง

3 เมษายน 2560 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.... (ร่าง พ.ร.บ.พีพีพี) และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาต่อไป

กฎหมายนี้เป็นการปรับปรุง พ.ร.บ.พีพีพี ปี 2556 ถือเป็นการแก้กฎหมายนี้เป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่มี พ.ร.บ.นี้มาตั้งแต่ปี 2535

ผมอ่านแล้วสรุปสาระว่ามี 4 เรื่อง 1.ส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนให้มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ทำให้ขั้นตอนง่าย มาตรการสนับสนุนโครงการ และให้คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาแก้ไขปัญหา อุปสรรค หรือความล่าช้าเกี่ยวกับโครงการที่เกิดขึ้น
2.ทำให้โครงการร่วมลงทุนสอดคล้องกับแผนพัฒนาโครงการของประเทศ ให้จัดทำแผนพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจน กำหนดเป้าของการจัดทำและดำเนินโครงการร่วมลงทุนที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชน รวมถึงจัดสรรความเสี่ยงและผลประโยชน์ตอบแทนระหว่างรัฐและเอกชน

3. มีขั้นตอนกระชับ ชัดเจน เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการจัดทำโครงการร่วมลงทุนให้กระชับ นำเอาหลักการของมาตรการ PPP Fast Track มาบัญญัติไว้ในขั้นตอนการจัดทำโครงการร่วมลงทุน คณะกรรมการ พีพีพีสามารถกำหนดกรอบระยะเวลาเร่งรัดการจัดทำและดำเนินโครงการร่วมลงทุนได้

4.มีการเปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน กำหนดหลักเกณฑ์ และขั้นตอนในการจัดทำโครงการร่วมลงทุนที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน เมื่อร่าง พ.ร.บ.มีผลใช้บังคับมีส่วนขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะของภาครัฐให้เพิ่มขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

จะเห็นว่า พ.ร.บ.พีพีพี ใหม่ ทำให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนกับภาครัฐได้คล่องตัวรวดเร็วมากขึ้น
แบนเนอร์ชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ01-3-1โดยกฎหมายมี 2 ส่วน ส่วนแรกยังคงเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการลงทุนให้เกิดความโปร่งใส มีการเพิ่มเรื่องการเฉลี่ยความเสี่ยงในการลงทุนมากขึ้น หากโครงการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง เอกชนก็อาจจะขอความช่วยเหลือจากภาครัฐได้

ส่วนที่ 2 เป็นเรื่องของการเช่าที่ราชพัสดุ การเช่าที่ราชพัสดุของรัฐบาลอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.พีพีพี แต่ถ้ามีการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนและมีผลประโยชน์เกิดขึ้น ถึงจำเป็นต้องเข้า พ.ร.บ.พีพีพี ซึ่งจะช่วยให้การลงทุนของเอกชนในที่ราชพัสดุมีความคล่องตัว

ทีนี้ผมพามาดูโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่สามารถทำพีพีพีได้ภายใน 5 ปี มี 55 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.62 ล้านล้านบาท ข่าวของผมบอกว่า กระทรวงการคลังจะเร่งดำเนินการพีพีพีฟาสต์แทร็เพื่อให้เกิดการประมูลได้ใน 9 เดือน

โครงการพีพีพีฟาสต์แทร็ก 5 โครงการ มูลค่าลงทุน 3.5 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู 3.โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง 4.โครงการทางหลวงพิเศษระหว่าง เมือง สายบางปะอิน-นครราชสีมา 5.มอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี กรมทางหลวง
ต่อมามีโครงการลงทุนพีพีพีฟาสต์แทร็กสอดแทรกเพิ่มเข้ามาอีก 6 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 6 แสนล้านบาท

1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-วงแหวนกาญจนาภิเษก มูลค่า 1.31 แสนล้านบาท

2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตะวันตกและช่วงตะวันออก มูลค่า 1.95 แสนล้านบาท

3.โครงการรถไฟฟ้าสายภูเก็ต ช่วงท่าอากาศยานภูเก็ต-ห้าแยกฉลอง มูลค่า 3.94 แสนล้านบาท

4.โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม-ชะอำ มูลค่า 8 หมื่นล้านบาท

5.โครงการรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-ระยอง มูลค่า 1.52 แสนล้านบาท

6.โครงการรถไฟฟ้าสายเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษากรอบวงเงินลงทุนที่ชัดเจน

นี่คือที่มาของการตัดสินใจของรัฐบาลที่ทำการผ่าตัดใหญ่กฎหมายร่วมลงทุนฯ หรือพีพีพี เพื่อหวังปลดล็อกการลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศที่ติดๆขัดๆ ให้ติดเครื่อง ดูใจความเป็นเช่นนั้น

แต่เมื่อดูหัวใจที่สำคัญพบว่า รัฐบาลกำลังทำทางออกพิเศษ ในเรื่องของโครงการพีพีพีในบางโครงการที่ติดขัด ให้มีการคิดเรื่องการเฉลี่ยความเสี่ยงในการลงทุนมากขึ้น หากโครงการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงกับภาคเอกชนมาก รัฐบาลก็อาจจะเข้าไปช่วยรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นมากขึ้น

ท่านเห็นอะไรมั้ยครับ....ถ้ายังไม่เห็นให้จินตนาการถึงรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และที่ดินมักกะสันให้ได้ ว่ามันจะเป็นอย่างไร...เห็นการจูงใจอะไรหรือเปล่าครับ

..........................
คอลัมน์ | ทางออกนอกตำรา หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3357 ระหว่างวันที่ 15-18 เม.ย.2561



HASTAG   กฎหมายร่วมทุน    Thansettakij   



E-Book ฐานเศรษฐกิจ







ฐานเศรษฐกิจ


Copy Right Thansettakij