"อินทัช"เผยผลประกอบการปี 61 กำไรสุทธิ 11,491 ล้านบาท


Publisher : 12 February 2019





อินทัช เผยผลประกอบการปี 2561 กำไรสุทธิ 11,491 ล้านบาท พร้อมจ่ายปันผลครึ่งปีหลังหุ้นละ 1.17 บาท เน้นการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ และเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน

นายเอนก พนาอภิชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2561 อินทัช สามารถทำกำไรสุทธิ 11,491 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 8 จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 10,673 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้ผลกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) (ซีเอสแอล) ที่อยู่ภายใต้ไทยคม ขณะที่กำไรปกติจากการดำเนินงานใกล้เคียงกับปีก่อน จากการรับรู้ผลกำไรจากไทยคมที่สูงขึ้น ทั้งนี้ อินทัชยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลส่วนใหญ่ที่บริษัทได้รับจากบริษัทร่วมและบริษัทย่อยหลังหักค่าใช้จ่าย โดยกำหนดจ่ายปันผลครึ่งปีหลังหุ้นละ 1.17 บาท ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 24 เมษายน 2562 ทำให้ในปี 2561 บริษัทจ่ายเงินปันผลรวมทั้งสิ้นในอัตรา 2.71 บาท ต่อหุ้น

ในปี 2561 เอไอเอสได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ เพิ่มทำให้เป็นผู้ให้บริการที่มีคลื่นความถี่เพื่อให้บริการลูกค้ากว้างที่สุดในอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการใช้งาน 4G ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งปัจจุบันเอไอเอสมีผู้ใช้บริการรวม 41 ล้านราย เพิ่มขึ้น 1 ล้านเลขหมาย จากสิ้นปี 2560 สำหรับธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เอไอเอสมีลูกค้าไฟเบอร์เพิ่มขึ้น 209,300 ราย ทำให้มีลูกค้ารวมทั้งสิ้น 730,500 ราย ในส่วนของธุรกิจดิจิทัลเซอร์วิส หลังจากที่ได้เข้าซื้อกิจการของซีเอสแอล ทำให้เอไอเอสมีศักยภาพในการให้บริการลูกค้าองค์กรดีขึ้น เช่น การให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่ลูกค้าองค์กร (EDS) รวมถึงบริการคลาวด์ (Cloud) ซึ่งมีการเติบโตในอัตราเลขสองหลักเมื่อเทียบกับปี 2560 ส่วนกลุ่มลูกค้าทั่วไปให้การตอบรับแพลตฟอร์มวิดีโอ AIS PLAY มีลูกค้าใช้งานอย่างต่อเนื่องกว่า 1.7 ล้านราย และแพลตฟอร์มการทำธุรกรรมทางการเงินบนมือถือ (Mobile Money) ผ่านแรบบิท ไลน์ เพย์ ซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 850,000 ราย



สำหรับปี 2562 เอไอเอสจะยังคงมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพโครงข่ายเพื่อรองรับการเติบโต และเสริมความจุของ 4G ให้ความสำคัญต่อการขยายการเติบโตในธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้น พร้อมผลักดันบริการดิจิทัลเซอร์วิสใหม่ๆ ให้กับลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กร โดยตั้งงบลงทุนไว้ 20,000-25,000 ล้านบาท

ขณะที่ ไทยคม มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในปี 2561 ที่ 230 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากการขายหุ้นในซีเอสแอล เป็นหลัก ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานปกติฟื้นตัวขึ้นในทิศทางเดียวกันมาอยู่ที่ 140 ล้านบาท จากการลดลงของค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายหลังการบันทึกการด้อยค่าของสินทรัพย์ดาวเทียมในปี 2560 และการลดลงของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของอุตสาหกรรมการให้บริการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียม และอุตสาหกรรมโทรทัศน์ทำให้การแข่งขันในตลาดอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ไทยคม จึงเน้นการหาลูกค้าใหม่เพิ่มเติมในภูมิภาคที่มีการเติบโตสูง คือ แอฟริกา ประเทศในแถบลุ่มน้ำโขง เอเชียใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศจีน รวมถึงการหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดาวเทียม

ขณะที่ อินเว้นท์ใช้เงินลงทุน 110 ล้านบาท สำหรับการลงทุนใน 3 บริษัท คือ บริษัท วายดีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ให้บริการด้านดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งโซลูชั่น ระดับแนวหน้าของเมืองไทย บริษัท ช็อคโก้ คาร์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้นำการให้บริการระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management - CRM) และ POS Digital Platform สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) และบริษัท อีคาร์ทสตูดิโอ จำกัด ผู้นำด้านการพัฒนาและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโปรแกรมประยุกต์ทางด้านภูมิศาสตร์ (Enterprise Location-Based Application) นอกจากนี้ ได้แลกเงินลงทุนในบริษัทเดิม 2 บริษัท คือ บริษัท อินฟินิตี้ เลเวล สตูดิโอ พีทีอี ลิมิเต็ด และบริษัท ซินโนส จำกัด เป็นบริษัท วีวีอาร์ เอเซีย จำกัด อีกด้วย

ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา อินเว้นท์ลงทุนในบริษัทร่วมลงทุนที่หลากหลายจำนวน 17 บริษัท ทั้งธุรกิจดิจิทัล ไลฟ์สไตล์ สื่อและโฆษณา ฟินเทค และเฮลท์เทค ใช้เงินรวม 525 ล้านบาท โดยบริษัทเหล่านี้มีมูลค่าสูงขึ้นเป็น 792 ล้านบาท อินทัชยังคงนโยบายการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ เทคโนโลยี และดิจิทัล ภายใต้งบ 200 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ในปี 2562 ได้ขยายขอบเขตการลงทุนไปยังบริษัทที่มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Artificial Intelligence (AI) Internet of Things (IoT) Blockchain และ Data analytic เป็นต้น เพื่อรองรับการใช้งาน 5G ในอนาคต รวมทั้งนำนวัตกรรมไปต่อยอดให้กับสินค้า และบริการของบริษัทในเครือ

จากการร่วมมือกับผู้ให้บริการออกอากาศช่องดาวเทียม ช่องรายการโทรทัศน์ และขยายช่องทางออนไลน์ในการขายสินค้า ทำให้ลูกค้ารู้จักและรับชมรายการมากขึ้นช่วยให้ยอดขายของไฮ ช็อปปิ้งเฉลี่ยต่อวันเพิ่มจากวันละประมาณ 1.8 ล้านบาทในปี 2560 เพิ่มเป็น 2.4 ล้านบาท ในปี 2561 เติบโตขึ้นร้อยละ 33 สำหรับในปี 2562 ยังคงเน้นความร่วมมือกับผู้ให้บริการในช่องทางต่างๆ รวมทั้งเน้นการนำเสนอสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง เช่น สินค้าแฟชั่น สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม โดยตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท หรือมียอดขายเฉลี่ยต่อวัน 3 ล้านบาท

สำหรับในปี 2562 อินทัช ยังคงมุ่งเน้นการลงทุนที่สร้างโอกาสในการเติบโตใหม่ๆ และรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ และเทคโนโลยี รวมถึงโอกาสการลงทุนเพื่อรองรับเทคโนโลยี 5G ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่ม และสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้น




HASTAG   ฺอินทัช   



E-Book ฐานเศรษฐกิจ







ฐานเศรษฐกิจ


Copy Right Thansettakij