หอการค้าชี้ปัจจัยลบรุมเร้า ฉุดส่งออกไทยปี62ขยายตัวต่ำสุดในรอบ3ปี


Publisher : 12 February 2019





 

หอการค้าไทยประเมินส่งออกไทยปี 62 ขยายตัว 4.4% ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ปัจจัยลบรุมเร้า สงครามการค้า ค่าบาท ราคาน้ำมันดิบ แนะไทยยังเร่งเจาะตลาดใหม่มากขึ้น อินเดีย รัสเซีย ตลาดเก่ายังต้องรักษาส่วนแบ่งไว้ ปีนี้ยังต้องจับตาตลาดจีนหลายฝ่ายประเมินเศรษฐกิจจีนหดตัวกระทบส่งออกไทย

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยบทวิเคราะห์ การส่งออกไทยปี 2562 ภายใต้ความผันผวนเศรษฐกิจโลก ว่า หอการค้าไทยการคาดการณ์ส่งออกไทยขยายตัว 4.4% ซึ่งเป็นการโตต่ำสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2560 แต่อยู่ในกรอบ 3.2-4.6% ภายใต้สมมุติฐานที่ส่งผลกระทบ เช่น เศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.5% ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ การเจราประสบความสำเร็จระหว่างสหรัฐและจีนไม่มีการขึ้นภาษีเพิ่มเติมยังอยู่ที่ภาษีที่ 10% สถานการณ์ Brexit ไม่มีผลกระทบรุ่นแรง โดยสถานการณ์ส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางปกติ
ทั้งนี้ หอการค้าไทยประมาณการส่งออกไว้ 3 สถานการณ์ โดยทุกอย่างเป็นไปในทางปกติภาพการส่งออกทั้งปี 4.4% ส่วนอีกกรณี คือ สถานการณ์ดีขึ้น เศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.7% ราคาน้ำมันดิบ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จีนและสหรัฐเจรจาไม่มีการขึ้นภาษี Brexit ไม่รุนแรงการส่งออกไทยทั้งปี จะขยายตัว 4.6% แต่สำหรับกรณีเลวร้ายที่สุดการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก 2.9% ราคาน้ำมันดิบ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ การเจรจาระหว่างสหรัฐและจีนล้มเหลว ทำให้สหรัฐขึ้นภาษีจาก 10% เป็น 20% ตามแผนเดิม ขณะที่ปัญหา Brexit ไม่รุนแรง ภาพรวมจะทำให้การส่งออกไทยทั้งปี 2562 ขยายตัว 3.2%

“หากดูสัดส่วนการส่งออกสินค้าไทยไปในตลาดโลก 70% ยังคงอยู่ในตลาด สหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป อาเซียน และจีนโดยเฉพาะตลาดจีนในปีนี้ มีความน่ากังวลเพราะไทยพึ่งพิงการตลาดจีนมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจจีนคาดว่าจะปรับตัวลดลงเรื่อยๆนับจากนี้ รวมไปถึงเศรษฐกิจสหรัฐด้วย ซึ่งก็จะมีผลต่อเนื่องให้เศรษฐกิจโลกปรับตัวลดลงและเมื่อเศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ไม่ดี การส่งออกไทยก็ไม่ขยายตัวแต่ทั้งนี้ ตลาดดังกล่าวยังเป็นตลาดสำคัญที่ไทยจำเป็นต้องรักษาตลาดและส่วนแบ่งตลาดไว้ ส่วนอีก 30% ไทยส่งออกไปในกลุ่มตลาดใหม่ อินเดีย แอฟริกา บราซิล อเมริกาใต้ เป็นต้นแต่สัดส่วนการส่งออกไปจากยังน้อย จึงมองว่าไทยควรที่จะขยายตลาดมากขึ้น”

 


นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยกระทบอื่นที่ๆมีผลต่อการส่งออกไทยเช่น ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวลดลง การตัดสิทธิ์ GSP สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร 11 รายการของไทยจากสหรัฐ รวมไปถึงประเด็นที่ต้องติดตาม ไทยส่งออกไปสหภาพยุโรป ลดลง เนื่องจากในปี 2562 ข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ ระหว่างอียูกับเวียดนาม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ โดยจะมีผลกระทบต่อการแข่งขันในบางสินค้ากับไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะมีผลต่อค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบต่อภาพการแข่งขันและการส่งออกไทยในปีนี้
ส่วนปัจจัยบวก เช่น อียูปลดใบเลืองประมงไทย รวมถึงสหรัฐอาจจะยืดเวลาในการปรับขึ้นภาษีสินค้าจากจีนออกไป 90 วันซึ่งจะมีผลต่อบรรยากาศการค้าของไทยโลกดีขึ้น อย่างไรก็ดี ก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้หอการค้าไทย ประเมินผลกระทบที่ส่งผลกระทบให้กับประเทศไทย โดยกรณีที่เจรจาล้มเหลวทั้ง 2 ประเทศมีการปรับขึ้นภาษีระหว่างกันและเพิ่มรายการสินค้าในการเก็บภาษี จะทำให้การส่งออกไทยจากสงครามการค้าลดลง 1.9% หรือมีมูลค่าที่หายไป 4,427 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กรณีเจรจาล้มเหลวมีการปรับขึ้นภาษีแต่ไม่ได้เพิ่มรายการสินค้า การส่งออกไทยจะหดตัว 1.0% หรือมูลค่าที่หายไป 2,367 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกรณีดีที่สุด การเจรจาประสบผลสำเร็จ ไม่มีการปรับขึ้นภาษี ไทยจะได้รับผลกระทบเพียง 0.5% หรือมูลค่าที่หายไปเพียง 1,181 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ หากพิจารณาเป็นรายสินค้าที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ตลาดสหรัฐกลุ่มสินค้าที่ไทยได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปตลาดดังกล่าว เครื่องจักกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว เป็นต้น ขณะที่การส่งออกไทยไปตลาดจีน สินค้าที่กระทบ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เม็ดพลาสติก เป็นต้น


นอกจากนี้ ค่าเงินบาทก็ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามเนื่องจากตั้งแต่ต้นปี 2562 ค่าเงินบาทไทยยังมีความผันผวน โดยเดือนมกราคม ค่าเงินบาทไทยแข็งค่า 3.4% ซึ่งมากที่สุดในเอเชีย ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 3.0% ซึ่งยังคงผันผวน ทั้งนี้ หอการค้าไทยประมาณว่าหากค่าเงินบาททั้งปี 2562 อยู่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกไทยจะลดลง0.1% มีมูลค่า 341.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากค่าเงินบาทอยู่ที่ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ การส่งออกไทยจะลดลง 0.4% มีมูลค่า 1,099 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากค่าเงินบาทอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกไทยจะเพิ่มขึ้น 0.9% มีมูลค่า 2,198 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ดี หากจะทำให้การส่งออกไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินนั้น ไทยจะต้องเพิ่มกิจกรรมเจรจาการค้าให้มากขึ้นเพื่อให้การส่งออกเติบโตและมุ่งเน้นเข้าไปทำตลาดใหม่ เช่น รัสเซีย อินเดีย ตะวันออกกลาง บราซิล เนื่องจากที่ผ่านมาการทำตลาดไทยไปในกลุ่มนี้ยังน้อย และโอกาสของสินค้าที่น่าจะไปได้ดี คือ กลุ่มสินค้าเกษตร ผลไม้ ซึ่งน่าจะทำได้ดี และปัจจุบันการทำตลาดผลไม้ส่วนใหญ่ที่นำเข้าไปจะมาจาก อินโดนีเซีย มาเลเซีย ผลไม้ไทยยังเข้าไปน้อย สินค้าอื่น ข้าว ยางพาพา เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเกษตรแปรรูป เป็นต้น อีกทั้ง ประเทศเหล่านี้ก็พร้อมที่เจรจาการค้าไทยกับด้วย เป็นสิ่งที่ไทยต้องผลักดัน เพราะอนาคตหากไม่มีการเจรจาไทยอาจจะเสียตลาดเมื่อ อียู เจรจาเอฟทีเอกับเวียดนามและมีการบังคับใช้ในเร็วนี้




HASTAG   หอการค้าชี้ส่งออกไทยปี62 ขยายตัว4.4%    ต่ำสุดในรอบ3ปี เหตุจากปัจจัยลบยังรุมเร้า   



E-Book ฐานเศรษฐกิจ







ฐานเศรษฐกิจ


Copy Right Thansettakij